Flashpoints | Security | Southeast Asia

ผ น กาน ออก หวย ลาว: Why Vietnam Needs to Adopt a Biological Defense Strategy

เกมสล็อตเงินจริงมือถือrp,สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่าดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวลดลง 53.72 จุด หรือ 0.29% ปิดวันศุกร์ (22 พ.ค.) ที่ 18,232.02 จุด, ดัชนี S P 500 ลดลง 4.76 จุด หรือ 0.22% ปิดที่ 2,126.06 จุด และดัชนี Nasdaq ลดลง 1.43 หรือ 0.03% ปิดที่ 5,089.36 จุดทั้งนี้จึงขอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้พิจารณาและดำเนินการกับเรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้น ขอให้เป็นที่พึ่งของผู้ถือหุ้นได้ อย่าได้ละเลยหรือเพิกเฉยต่อการกระทำที่ไร้ธรรมาภิบาลเช่นนี้ มิเช่นนั้นแล้ว จะมีเหยื่ออีกมากมายที่ได้รับเคราะห์จากกระกระทำครั้งนี้ของประธานและคณะกรรมการของบริษัท NMG ที่พยายามปกปิดเซ่นเร้นกระทำผิดของตนเองโดยนำเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จ “ประสิทธิ์ กาญจนศักดิ์ชัย” ตัดขาย LIT ออกกว่า 2%สั้นๆ ทยอยขายทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ บจ.ใน mai แม้ว่าจะอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทั้งในและต่างประเทศต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่ บจ.ยังสามารถรักษาการเติบโตของยอดขายและกำไรสุทธิไว้ได้ เนื่องจากการบริหารจัดการต้นทุนขายให้ต่ำลงทำให้ประสิทธิภาพในการทำกำไรสูงขึ้น ทั้งในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิ รวมถึงกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 3,306 ล้านบาท เป็น 4,584 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.65%ส่วนยอดประมาณการการผลิตรถยนต์ในเดือนพ.ค.-ก.ค.58 คาดว่า จะมีจำนวน 490,559 คัน เปรียบเทียบกับยอดผลิตจริงเดือนก.พ.-เม.ย.58 ซึ่งมีจำนวน 481,343 คัน เพิ่มขึ้น 9,216 คัน หรือ 1.91% และเมื่อเปรียบเทียบกับยอดผลิตจริงเดือนพ.ค.-ก.ค.57 ซึ่งมีจำนวน 459,222 คันแล้ว เพิ่มขึ้น 31,337 คัน หรือ 6.82%PTTGC มูลค่าการซื้อขาย 838.23 ล้านบาท ปิดที่ 66.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท。 ด้านการออกหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (PP) จำนวน 1.6 หมื่นล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 1 บาท ซึ่งบริษัทคาดหวังจะได้รับเงินราว 100 ล้านเหรียญ ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับนักลงทุนที่สนใจซื้อหุ้นดังกล่าว โดยวัตถุประสงค์ของบรัทจะนำมาเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับบริษัท อีกทั้งยังจะช่วยในการลดอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ของบริษัทให้ลดลงเหลือ 9 เท่า จากสิ้นไตรมาส 1/58 ที่มี D/E อยู่ที่ 21.6 เท่าPT ซื้อ ราคาหุ้นฟื้นตัวขึ้นมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะสัปดาห์ พร้อมปริมาณการซื้อขายสูง มีโอกาสแกว่งฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง มีแนวต้านแรกบริเวณ 11.80 บาท และเป้าหมายถัดไปที่บริเวณ 12.50 บาท แนะนำซื้อ UWC โดยมีแนวรับที่ 2.86 และ 2.80 และมีแนวต้านที่ 3.00 และ 3.20 เป็นจุดขายทำกำไรนอกจากนั้น สิ้นปี 59 คาดว่า SET Index จะอยู่ที่ 1,707 จุด ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ผ่านมาที่ระดับ 1,804 จุด หรือ ลดลง 97 จุด หรือ ลดลงร้อยละ 5.4 จากประมาณการครั้งก่อนสำหรับความเคลื่อนไหวในวันนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) มีมติคงนโยบายการเงินในการประชุมวันนี้ตามคาด พร้อมกับคงระดับการประเมินเศรษฐกิจในปัจจุบันเอาไว้ที่ระดับเดิม โดยระบุว่า เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวปานกลางนอกจากนี้ ตลาดหุ้นฮ่องกงยังได้รับแรงหนุนจากกระแสคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังจากมีข้อมูลที่บ่งชี้ถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเมื่อช่วงค่ำวานนี้ตามเวลาไทย กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 16 พ.ค. เพิ่มขึ้น 10,000 ราย แตะ 274,000 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ 271,000 รายกลยุทธ์การลงทุน Investment Tactic : กลยุทธ์ยังเน้นเป็นรายหุ้นหุ้นที่มีกำไรฟื้นตัวต่อเนื่องในปีนี้ (RCL, VNG, lRPC) ซึ่ง หลังนักวิเคราะห์ ASPS เข้าพบผู้บริหารยิ่งมั่นใจ VNG ([email protected]) มากขึ้นจึงเลือก เป็น Top Pick นอกจากกำไรจะเพิ่มขึ้นทุกไตรมาสที่เหลือของปีนี้ ยังมี P/E 10 เท่าและเงินปันผล 4%,ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM ณ เวลา 10.29 น. ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 38.00 บาท บวก 1.50 บาท หรือ 4.11% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 253.49 ล้านบาท?SET Index ปรับตัวลงตามตลาดหุ้นในกลุ่ม TIP (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) โดยปิดภาคเช้าที่ระดับ 1,516.52 จุด -7.34 จุด (-0.48%) ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 12,325.86 ลบ. ตลท. เผย Q1/58 บจ. ใน mai ทำกำไรสุทธิรวม 2.35 พันลบ. โต 43.52%。

KBANK มูลค่าการซื้อขาย 2,204.20 ล้านบาท ปิดที่ 199.50 บาท ลดลง 1.50 บาทรวมถึงให้ผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิตอลซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตฯทั้ง 24 ราย มาชำระเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติงวดที่ 2 ตามกำหนดระยะเวลาเดิม โดยสามารถชำระได้ถึงวันที่ 25 พ.ค.58ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยคงมุมมองเชิงบวกต่อภาพระยะกลางของหุ้นกลุ่มสื่อสารจากการประมูล 4G ในช่วงปลายปี และเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ปลดล๊อกความกังวลเรื่องคลื่นความถี่ของ ADVANC ที่จะหมดอายุสัมปทานลงในปี 2558สำหรับราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนเฉลี่ยในไตรมาส 2/58 คาดว่าจะลดลง 15-17% จากไตรมาส 1/58 ที่อยู่ระดับ 607 เหรียญสหรัฐ/ตัน และราคาเหล็กแท่งแบน (slab) ในไตรมาส 2/58 คาดว่าจะลดลง 10-12% จาก 370 เหรียญสหรัฐ/ตันในไตรมาส 1/58,ภาพรายวัน: ราคาทรงตัวเหนือระดับ 1200 ดอลลาร์ โดยทางเรายังคงมองว่าให้รอดูแนวรับบริเวณดังกล่าวเป็นจุดตัดสินใจ ซึ่งตราบใดที่ไม่หลุด จะสามารถรักษาภาพเชิงบวกในระยะกลางเอาไว้ได้ (มองการย่อตัวในครั้งนี้เป็นเพียงการ Throwback เพื่อที่จะดีดตัวขึ้นทำ High ใหม่) มองแนวต้านเป้าหมายหลัก 1250 ดอลลาร์ADVANC (BUY:Consensus [email protected]) : ปี 58 คาดกำไรโต 13.7%YoY จากต้นทุนส่วนแบ่งรายได้ที่ลดลงและหยุดรับรู้ค่าตัดจำหน่ายโครงข่าย 2G ที่สิ้นสุดสัมปทานตั้งแต่ 15 ก.ย. นี้ (ราว 3 พันลบ./ไตรมาส) + เป็นผู้ได้รับประโยชน์มากสุดจากการจัดประมูล 4G ใน พ.ย. นี้ อีกทั้งยังมี Upside 17% และคาดให้ Div. Yield ปีละ 6% จึงแนะนำ ซื้อ , หุ้นแนะนำภาคบ่าย: เก็งกำไร SCN หลังราคาหุ้นทะลุแนวต้านขึ้นมา เพื่อเล็งขึ้นไปแบ่งทำกำไรที่ 15.30-15.40 stop loss ในเชิงกลยุทธ์เมื่อหลุด 13.70 ลงมา และทยอยสะสมหุ้นปันผลสูง ADVANC JASIFโดยสำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิพุ่งขึ้น 149.36 จุด หรือ 0.74% ปิดที่ 20,413.77 จุด หลังจากทะยานขึ้นแตะระดับ 20,417.77 จุดในระหว่างวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2543,กราฟของ BSM ถือว่าน่าสนใจ เพราะราคาที่ลงมาจากช่วงแถว 2 บาทหากเทียบกับปัจจุบันถือว่าลงมาเกือบ 100% ซื้อตรงนี้ความเสี่ยงลดลงไปมากมาย ขณะที่ทรงกราฟเป็นแบบ Double bottom และสร้างกรอบสามเหลี่ยม แนวต้าน 1.06 บาท ถ้าผ่านไปได้วิ่งยาวอีก 30% ไม่ยาก สะสมกันดู ,วันนี้เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าต่อเนื่องตลอดทั้งวัน สาเหตุหลักน่าจะมาจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อ(CPI) ปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน จึงทำให้ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ขณะที่สกุลเงินในภูมิภาคปรับตัวอ่อนค่าลงเช่นกันSITHAI (BUY:[email protected]) : แม้ศก. ไทยยังชะลอแต่คาดทั้งปี 58 กำไรยังโต 25.3%YoY จากอานิสงค์ของราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวลงตามราคาน้ำมันซึ่งหนุนให้มีมาร์จิ้นดีขึ้น อีกทั้งยังคงแผนขยายธุรกิจและเพิ่มสินค้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ + มี Catalyst จากนำบ.ลูกที่เวียดนามเข้าตลาดในปี 60 และคาดให้ Div. Yield ปีละ 5% จึงแนะนำ ซื้อ นอกจากนี้ บริษัทยังลุ้นผลสรุปการเข้าซื้อกิจการในประเทศ 1 แห่งในปีนี้ จากที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างมองหาการเข้าซื้อกิจการทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีเงินสดอยู่ในมือราว 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการลงทุนใหม่ๆของบริษัทTPIPLกรอบ2.72-3.00Energy: เคลื่อนไหวในกรอบแคบที่บริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันที่ 20450 แต่ยังคงมีแรงขายทำกำไรต่อหุ้น ถ้าทะลุผ่านขึ้นไปได้ จะมีแนวต้านถัดไปที่ 21500 เน้นการถือหุ้นหลักต่อเนื่อง PTT PTTEP PTTGC TOP BANPU,ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ นายเยลเลนกล่าวเน้นว่า กฎเกณฑ์ 2 อย่างของเฟดในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้น ซึ่งได้แก่ การปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของตลาดแรงงาน และอัตราเงินเฟ้อดีดกลับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 2% ในระยะปานกลาง ยังไม่ได้บรรลุ สำหรับแนวทางในการบริหารจัดการหนี้ดังกล่าวนี้ ในเบื้องต้นจะใช้วิธีการออกพันธบัตรรัฐบาล โดยจะเน้นอายุ 3 ปี, 5 ปี, 7 ปี, 10 ปี และ 12 ปี ซึ่งแผนบริหารหนี้ทั้งหมดนี้จะครอบคลุมภายในระยะเวลา 20 ปีอย่างไรก็ตาม รายได้ค่าระวางเรือปีนี้มั่นใจว่าจะสูงกว่าอุตสาหกรรมโดยรวม เห็นได้จากช่วงไตรมาส 1/58 ซึ่งค่าระวางเรือขนาดแฮนดี้ไซส์ตามดัชนี BHSI เฉลี่ยอยู่ที่ 5,339 เหรียญสหรัฐ/ลำ/วัน เทียบกับบริษัทที่สามารถทำรายได้ที่ 5,815 เหรียญสหรัฐ/ลำ/วัน ส่วนค่าระวางเรือขนาดซุปราแมกซ์ตามดัชนี BSI เฉลี่ยอยู่ที่ 6,434 เหรียญสหรัฐ/ลำ/วัน เทียบกับของบริษัทซึ่งทำรายได้อยู่ที่ 7,380 เหรียญสหรัฐ/ลำ/วันระยะสั้นมากแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 52-57 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจำกกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 51 บาท。

Despite its initial success, COVID-19 has revealed Vietnam’s lack of preparedness for biological threats.

Why Vietnam Needs to Adopt a Biological Defense Strategy
Credit: Depositphotos

Once regarded as a role model for its successful containment of COVID-19, Vietnam is now in the midst of its fourth wave, its worst since the beginning of the pandemic. Even worse, the stringent measures that previously helped Vietnam put the virus under control have been relatively ineffective, illustrated by the surge in infections since the end of April. This raises a great concern for Vietnam not only with regard to COVID-19 but also on its ability to counter biological threats writ large. With this in mind, Vietnam should establish a national strategy on biological defense in order to help it counter biological threats more effectively, given the current inadequacy of the country’s biological defense capabilities.

The Vietnamese government’s Decree 81/2019 on preventing the proliferation of weapons of mass destruction (WMDs) classifies biological threats among the four kinds of WMD threats: chemical, biological, radiological and nuclear (CBRN). In 2018, the European Union helped Vietnam to finalize its National Action Plan (NAP) on preventing CBRN threats. However, both the decree and the NAP are merely general, if not vague, guidelines for tackling CBRN threats without any in-depth plans on how to deal with specific kinds of threat. Moreover, despite having specialized agency for dealing with some kinds of CBRN threat, like the Chemical Team of the Vietnam People’s Army and Vietnam Agency for Radiation and Nuclear Safety, Vietnam does not yet have one responsible for countering biological threats.

At the very least, a national biodefense strategy would establish a clear vision on how to deal with biological threats – something that Vietnam has lacked thus far. In retrospect, Vietnam has responded to biological threats passively, only after the country has been hit. This was evident in its response to two major outbreaks: the SARS virus in 2003 and COVID-19 in 2020. In the latter case, although Vietnam tackled the crisis well and received international praise for its rigorous quarantine and lockdown measures, the country has been struggling to deal with the latest wave.

This illustrates that Vietnam is highly vulnerable to biological threats. In fact, Vietnam suffered biological attacks in the past, specifically during the Vietnam War. Yet the country’s lack of a biological defense strategy demonstrates its lack of vision on the issue. Those actions that Vietnam has taken so far against COVID-19 are basically tactical, raising a concern on whether it can handle the new wave well as it did previously, given the current surge in new cases and deaths. Only a strategy with a comprehensive vision will enable Vietnam to take pre-emptive measures against bio-threats more effectively.

In addition, having a national biodefense strategy would enhance Vietnam’s security apparatus as a whole. According to Alexander Vuving of the Daniel K. Inouye Asia-Pacific Center for Security Studies, biological threats are not listed among Vietnam’s main security priorities. Similarly, the latest 2019 National Defense White Paper has not stated how to deal with biological threats, illustrating Vietnam’s lack of preparedness on this front.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Moreover, the aforementioned Decree 81/2019 implies that Vietnam is approaching biological threats in the same way as other CBRN ones, which is strategically problematic. Biological weapons and threats operate and destroy the target in a relatively different way from chemical, radiological, and nuclear threats, as they are generally harder to detect and able to spread more quickly through a given environment, reasons why biological threats should be accorded special attention and treatment.

Some countries consider biological threats as a security priority, and have specialized mechanisms to tackle them. The United States, for instance, deems bio-security as a primary component of its national security, evidenced by its establishment of the Office of International Health and Biodefense, which is tasked with combating biothreats and outbreaks of infectious disease through diplomacy and its substantive National Biodefense Strategy. Adopting a similar biodefense strategy would help Vietnam enhance its security apparatus, making the nation more resilient to biological threats.

Another crucial component of a national biological defense strategy is a strong research & development (R&D) capacity and the budget necessary to establish this. Despite having witnessed growth in its R&D expenditure in the recent decade, Vietnam still lags behind other countries in the region, such as Thailand or Singapore, spending only around 0.5 percent of the GDP on this in 2017. Indeed, insufficient spending on R&D is one of the main reasons why Vietnam has been slow in developing its own COVID-19 vaccine. Up to now, Vietnam’s vaccination has mainly depended on external sources, and its own vaccine has yet to be distributed. Given its expectation of a homegrown vaccine, the country has struggled in diversifying the vaccine supply, falling behind its neighboring countries in getting citizens vaccinated. If Vietnam does not invest more in improving its R&D capacity, it could well be unable to deal with future threats similar to COVID-19, nor to develop the technological “weapons” necessary to counter them actively. A biological defense strategy entails a more solid R&D foundation.

Second, to have a feasible biological defense strategy, Vietnam must have a clear allocation of tasks for agencies at every levels and sectors, from provincial to central and private to public. To make a strategy work well, there must be a harmonious cooperation among the responsible agencies and units, which implies that they have to be well acknowledged of their tasks. Vietnam’s biosecurity is not just a threat for specific individuals or sectors; it is an existential threat for the whole country, which necessitates a close coordination of all units of government.

During previous waves of COVID-19, Vietnam did well in mobilizing resources from all levels to prevent the virus from spreading. In this recent wave, it did the same thing as previously, in both implementing the lockdown and quarantine methods, but failed to stem the spread of the virus. After the pandemic, Vietnam should apply the same pattern of cooperation to the creation of a strategy to deal with future biological threats.

Additionally, Vietnam must pursue international cooperation in the field of biodefense in order to enhance its resources in dealing with such issues. Due to its weak R&D capacity, Vietnam’s biological and healthcare technology is not as advanced as it should be. One of the best ways to make up this shortfall is by engaging in activities with other countries, especially ones with advanced technology and more experience in tackling biosecurity threats. As noted, almost every nation in the world faces biosecurity threats of one kind or another, so there needs to be joint effort for them to overcome. Thus, Vietnam has to facilitate activities, including but not limited to capacity-building, information and human exchange and technological transfers. If the country can coordinate well with its international partners, it will be better able to formulate a sound biosecurity strategy.

The outbreak of COVID-19 and its horrendous consequences could radically change countries’ perception of biological security, accelerating them to reform their biological defense systems. In the same vein, Vietnam should increase its biological defense capability, and one of the vital steps to do that is to have a coherent biological defense strategy that enables it to better meet the challenges of the future.